วันสำคัญทางพุทธศาสนา


วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพต่อพระธรรม มาฆะเป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชาย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เหตุที่เกิดวันมาฆบูชาขึ้นเนื่องจาก เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ ในตอนต้นพุทธกาล ถึงวันมาฆบุรณมีดิถีเพ็ญแห่งมาฆมาส ซึ่งตรงกับวันทำพิธีศิวราตรี ของพวก พราหมณ์ พระสงฆ์ที่ไปประกาศพระศาสนาในที่ต่างๆ ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมือง ราชคฤห์ พระองค์จึงประทาน โอวาทปาติโมกข์ การประชุมครั้งนี้เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต แปล ว่าการประชุมพร้อมกัน ๔ ประการ อันได้แก่

1. พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการอุปสมบทจาก พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
2. พระอรหันต์สาวกที่เข้ามาร่วมประชุมที่เวฬุวนารามมีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ รูป
3. พระอรหันต์สาวกทั้ง ๑,๒๕๐ รูป ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนเลย
4. วันนั้นดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์เต็มบริบูรณ์

นอกจากนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเทศน์โอวาทปาติโมกข์ในที่ ประชุมสงฆ์ ซึ่งเป็นมหาสังฆนิบาต คือ ประชุมสงฆ์หมู่ใหญ่ ใจความของโอวาทปาติโมกข์นั้น ก็คือแสดงหัวข้อคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๓ ประการคือ.

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำความชั่วทุกชนิด ๑
กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำแต่ความดี ๑
สจิตฺตปริโยทปนํ การทำใจให้ผ่องแผ้ว ๑

พิธีนี้ชื่อเรียกเป็น ๒ อย่าง คือ มาฆบูชาบ้าง จาตุรงคสันนิบาตบ้าง ดังเหตุผลที่ กล่าวมาแล้ว ในวันเช่นนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่ พระสงฆ์ประชุมกัน ในตอนบ่าย ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์นับว่า เป็นวัน ประดิษฐาน พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก การที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเลือกเอากรุงราชคฤห์เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธศาสนานั้น น่าจะเห็นว่า เพราะพระองค์ทรงเห็นความมั่นคงของพระศาสนา แล้วเนื่องด้วยพระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใส เพราะการตั้งสมาคมต้องการตั้งสมาคมต้องอาศัยความนิยมนับถือของประชาชนเป็นใหญ่ เมื่อมีผู้นิยมนับถือแล้ว สมาคมที่ตั้งขึ้นก็เจริญหากไม่มีผู้นิยมนับถือก็ย่อมเสื่อม ฉะนั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใสแล้วก็มั่นใจว่า จะเจริญ อีกประการหนึ่งก็ต้องการจะอาศัยกำลังของพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยเพราะสมาคมที่ตั้งขึ้นแล้วจะดำรงยั่งยืนอยู่ได้ ต้องได้รับความอุปถัมภ์บำรุงเพียง พอถ้าขาดผู้อุปถัมภ์ก็หมดกำลัง ตั้งอยู่ไม่ได้ต้องเลิกล้มไป อย่างเดียวกับวัดวาอาราม หรือสมาคมต่างๆในบัดนี้ เมื่อพอใจได้ว่า จะไม่ล้ม ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานั้ พอจะ ชี้ให้เห็นถึงการที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเลือกประดิษฐานพระพุทธศาสนาใน กรุงราชคฤห์ เป็นครั้งแรก ด้วยเหตุที่วันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันประดิษฐานพระพุทธศาสนาได้มั่นคงถาวร ตราบเท่าวันนี้จึงได้จัดเป็นพระราชพิธิอย่างหนึ่ง ซึ่งพระมหากษตริย์ทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลสืบๆ กันมาเป็นประจำตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ตลอดมา การพระราชกุศล ของพระมหากษัตริย์นั้นปรากฏในเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนมีดังนี้. "เมื่อถึงวันมาฆเวลาเช้า พระสงฆ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาส ดาราม เวลาค่ำเสด็จออกทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงค์สวดทำวัตรเย็นเหมือนอย่างที่ วัดแล้วจึงให้สวดมนต์ต่อไป มีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย สวดมนต์ จบ ทรงจุดเทียน ตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๔๐ เล่ม เท่าจำนวนพระอรหัต์ที่มาประชุม ครั้งนั้น มี ประโคมด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้มีเทศนาโอวาทปาติโมกข์ ๑ เป็นเทศนาทั้ง ภาษามคธ และภาษาไทย เครื่องกัณฑ์จีวรเนื้อดีผืนหนึ่ง เงิน ๓ ตำลึง และขนมต่างๆ เทศน์จบ พระสงฆ์ที่สวด ๓๐ รูปนั้นรับสัพพีเป็นเสร็จการ" อนึ่ง วันมาฆะนี้ถ้าถูกครราวเสด็จพระราชดำเนินไปประพาสที่ใดๆเช่นพระพุทธ บาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็ทรงทำมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆขึ้น อีก ส่วนหนึ่งต่างหาก นอกจากในพระบรมมหาราชวัง"นี้เป็นการกุศลส่วนของ พระมหากษัตริย์ ส่วนที่พุทธศาสนิกชนอื่นๆจะบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันมาฆะนี้ มีประเพณีว่าให้นำ ดอกไม้ธูปเทียนไปในวัดพอได้เวลาพระสงฆ์ประชุมพร้อมกัน ยืนหันหน้าตรงต่อพระ สถูปหรือพระปฏิมา บรรดาฆราวาสก็ยืนตั้งแถวให้เป็นระเบียบอยู่หลังพระสงฆ์ จุดธูป เทียนที่เตรียมไป ยืนตรงประนมมือถือเครื่องสักการะ พระสงฆ์ผู้ใหญ่ในที่ประชุมนั้น กล่าวนำคำบูชา แล้วทั้งหมดว่าตามด้วยความตั้งใจแน่วแน่ตรงต่อวัตถุที่เคารพบูชานั้น. โอวาทปาติโมกข์ พอสรุปได้ว่า " การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำแต่ความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือวันมาฆบูชาเป็นวันที่ประชุมพร้อมกัน ๔ ประการดังกล่าว พุทธศาสนิกชนจึงถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งของไทย

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันมาฆบูชา

1. ทำบุญใส่บาตรในตอนเช้า ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา

2. ตอนเย็น เมื่อถึงเวลากำหนด ทางวัดจะตีระฆังสัญญาณให้พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ หรือลานพระเจดีย์ ภิกษุอยู่แถวหน้า สามเณรอยู่แถวต่อจากพระสงฆ์ ท้ายสุดเป็น อุบาสก อุปาสิกา ทุกคนถือดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมมา พร้อมกันแล้วเจ้าอาวาสจุดธูปเทียน ทุกคนปฏิบัติตามแล้วหันหน้าเข้าหาปูชนีสถานที่จะเวียน เจ้าอาวาสนำว่า นโมสามจบ จากนั้นนำกล่าวคำถวายดอกไม้ ธูปเทียน ทุกคนว่าตามจบแล้วเดินเวียนขวาตลอดเวลาพึงระลึกพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ จนครบสามรอบแล้วจึงนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัดเตรียมไว้

3. ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน

วันวิสาขบูชา

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิสาขะเป็นชื่อของเดือน 6 วิสาขบูชาย่อมาจากคำว่า วิสาขบุรณมีบูชา แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 6 ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน วันวิสาขบูชาก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 เหตุที่พุทธศาสนิกชนประกอบพิธีวิสาขบูชา ด้วย ถือว่าเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งแม้จะเป็นต่างปีกันแต่ก็ตรงกันทั้ง 3 อย่าง คือวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นที่น่าอัศจรรย์ กล่าวคือ 1. พระพุทธองค์ประสูติจากรพระครรภ์ของพระชนนี ณ สวนลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่นอพุทธศักราช 80 ปี 2. พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ตำบล อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนปี พุทธศักราช 45 ปี 3. พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ กรุงกุสินารา แคว้นมัลละ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 1 ปี เหตุการญ์ทั้ง 3 คราวนี้ได้อุบัติขึ้นในวันเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงได้ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาและนับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันสำคัญเพื่อน้องระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อสัตว์โลก กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันวิสาขบูชา 1. พุทธศาสนิกชนควรไมปทำบุญตักบาตรที่วัด และฟังพระสงฆ์แสดง พระธธธมเทศนา 2. นำดอกไม้ธูปเทียนไปที่วันด เพื่อร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ หรือรอบพระ สถูปเจดีย์ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้ 2.1 ยืนหันหน้าตรงต่อพระพุทธรูป พระสงฆ์อยู่ด้านหน้า ฆราวาสอยู่ด้านหลัง

2.2 พระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีกล่าวนำคำบูชาเป็นภาษาบาลีแล้วจุดธูปเทียน ทำทักษิณาวรรตเดินเวียนขวารอบพระอุโบสถหรือรอบพระสถูปเจดีย์ ขณะที่เดินควรสำรวมใจ ระลึกถึงพระคุณของพระองค์ วาจาบริกรรมคือกล่าวพระคุณของพระองค์ตลอดเวลาที่เวียนเทียน มือถือเครื่องสักการะบูชาธูปเทียนดอกไม้พนมเสมออก เพื่อให้จิตใจของตนอยู่กับคุณพระไม่ส่งไป สู่ที่อื่นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ตนเคารพสูงสุด การเวียนเทียนนี้ เป็นการแสดงความเคารพบูชาตามหลักวัฒนธรรมไทย เป็นระเบียบที่ปฏิบัติ กันมาแต่โบราณกาล เหตุนี้ผู้เวียนเทียนในวันวิสาขบูชาจึงต้องปฏิบัติให้ถูกตามระเบียบ ไม่ควรแสดงกิริยา วาจาคะนองไม่เคารพ อีกทั้งขณะเดินเวียนเทียนนั้นการเดินต้องเว้นระยะให้ห่างกันพอสมควร อย่าให้ไฟ ธูปเทียนไปโดนผู้ที่อยู่ใกล้ หรือเทียนหยดใส่ผู้ที่อยู่ด้านหน้านะเป็นการรบกวนผู้ที่ตั้งใจสำรวมจิตให้สงบ กำลังระถึงคุณพระให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ 3. ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน ครั้งก่อน ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังไม่มีพิธีนี้ คงมีแต่พนักงานฝ่ายหน้า ฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานสมโภชเครื่องราชูปโภคและตำแหน่งซึ่งตนรักษามา ในเดือนหกทางจันทรคติ สมัยนั้นไม่ถือเป็นงานหลวง จนกระทั่งถึงสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 แล้ว พระองค์ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัย ประเทศทั้งหลายที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองประเทศ ย่อมนับถือว่าวันนี้เป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล ต่างก็จัดงานขึ้นเป็นอนุสรณ์ ส่วนในประเทศของเรายังไม่ควรจะจัดขึ้น แต่จะประกาศแก่คนทั้งหลายว่าจะจัดงานวันบรมราชาภิเษกหรืองานฉัตรมงคล ผู้คนในขณะนั้นยังไม่คุ้นเคยย่อมไม่เข้าใจ จะต้องทรงอธิบายชี้แจงยืดยาว จึงโปรดให้เรียกชื่อไปตามเก่าว่างานสมโภชเครื่องราชูปโภค แต่ทำในวันคล้ายวันราชาภิเษก นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มมีขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรก ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน 3 วัน วันแรกตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม เป็นงานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อุทิศถวายแด่พระบรมราชบุพการี เป็นพิธีสงฆ์ พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี วันที่ 4 พฤษภาคม เริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล หัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น วันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล มีงานเลี้ยงพระและสมโภชเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ตอนเที่ยงทหารบก ทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 12 นัด ในวันนี้จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราจุลจอมเกล้าแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานด้วย กิจกรรมที่ควรปฏิบัติเนื่องในวันฉัตรมงคล ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะหรือ เดือน ๘ เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้นในพระพุทธศาสนา จนถือได้ว่า เป็นวันแรกที่มี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบเป็นองค์ พระรัตนตรัย

ความสำคัญ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑ์แรก) เนื้อหาว่าด้วยทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ที่นำไปสู่การบรรลุนิพพาน ฤาษี โกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบวชเป็นพระสาวกรูปแรกที่เป็นประจักษ์พยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาที่ประกาศให้มีวันอาสาฬหบูชา
และถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา
๑. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ และได้ประทับอยู่ ณ บริเวณที่ตรัสรู้นั้นตลอด ๗ สัปดาห์ พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงผู้ที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรด อันดับแรกทรงระลึกถึงอาฬารดาบส
และอุทกดาบส ผู้เคยสอนความรู้ขึ้นฌาณให้แก่พระองค์มา แต่ท่านทั้ง ๒ ก็สิ้นชีพไปก่อนแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสซิ ผู้ที่เคยมีอุปการคุณแก่พระองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่า ฤาษีทั้ง ๕ นั้น มีอุปนิสัยแก่กล้าสามารถบรรลุธรรมได้ จึงเสด็จออกจากต้นมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี เสด็จไปถึงเย็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน อาสาฬหะ รุ่งขึ้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระองค์
จึงทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตรอันเป็นธรรมเทศนากัณฑ์แรก โปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นเอง สรุปความได้ว่า
บรรพชิต (นักบวช) ไม่ควรประพฤติที่สุดโด่ง ๒ ส่วน คือ
๑. การหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในการสุข (การสุขัลลิกานุโยค)
๒. การทรมานตัวเองให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุประโยค) ควรดำเนินตามทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ มีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)มีความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) ทำการงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) เพียรชอบ
(สัมมาวายามะ) ระลึกชอบ (สัมมาสติ) และตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)ต่อจากนั้นจึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ หลักความจริงของชีวิตที่เมื่อรู้แล้วจะทำให้หมดกิเลสอันได้แก่ ทุกข์ (ความเกิด ความแก่ และความตาย เป็นต้น) สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์คือ ความอยากต่าง ๆ) นิโรธ(ความดับทุกข์ คือ นิพพาน) และมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม(เห็นตามเป็นจริง) ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
มีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้า ครั้นทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นโสดาบันแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า"อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ"แปลว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" อันเป็นเหตุให้ท่านโกณฑัญญะได้นามว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" มา นับแต่นั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา จึงเป็นอันว่า มีองค์พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบบริบูรณ์ในวันนั้น
๒. การถือปฏิบัติวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย
พิธีวันอาสาฬหบูชาเริ่มกำหนดเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอคณะสังฆมนตรี ให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาขึ้นอีกวันหนึ่ง คือ วันธรรมจักร หรือวันอาสาฬหบูชา ด้วยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร คณะสังฆมนตรีลงมติรับหลักการให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาและให้ถือเป็นหลักปฏิบัติในเวลาต่อมา โดยออกเป็นประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง กำหนดวันสำคัญทางศาสนา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ และในวันเดียวกันนั้นได้มีประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดระเบียบปฏิบัติในพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นไว้ให้วัดทุกวัดถือปฏิบัติทั่วกัน กล่าวคือก่อนถึงวันอาสาฬหบูชา ๑สัปดาห์ ให้เจ้าอาวาสแจ้งแก่พระภิกษุสามเณรตลอดจนศิษย์วัด คนวัดช่วยกันปัดกวาด ปูลาดอาสนะ จัดตั้งเครื่องสักการะให้ประดับธงธรรมจักรรอบพระอุโบสถตลอดวัน ทั้งเวลาเช้าและเวลาบ่ายให้มีการฟังธรรมตามปกติ เวลาค่ำให้ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกัน
ที่หน้าพระอุโบสถ หรือพระเจดีย์ จุดธูปเทียนแล้วถือรวมกับดอกไม้ยืนประนมมือสำรวมจิต โดยพระสงฆ์ผู้เป็นประธานนำกล่าวคำบูชาจบแล้วทำประทักษิณ ครั้นแล้วให้ภิกษุสามเณรเข้าไปบูชาพระรัตนตรัยทำวัตรค่ำแล้วสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จบแล้วให้อุบาสก อุบาสิกา ทำวัตรค่ำ ต่อจากนั้น ให้พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักร-กัปปวัตนสูตร แล้วให้พระภิกษุสามเณรสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรทำนองสรภัญญะ เพื่อเจริญศรัทธาปสาทะของพุทธศาสนิกชน จบแล้วให้เป็นโอกาสของพุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัยกุศล มีสวดมนต์สนทนาธรรม บำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา เป็นต้น ตามควรแก่อัธยาศัยให้ใช้เวลาทำพิธีอาสาฬหบูชาไม่เกิน เวลา ๒๔.๐๐ น. และได้มีการทำพิธีอาสาฬหบูชาอย่างกว้างขวาง นับแต่นั้นมาทางราชการได้มีประกาศ
สำนักนายกรัฐมนตรีให้มีการชักธงชาติ ถวายเป็นพุทธบูชาในวันนี้ด้วย

วันเข้าพรรษา

ในวันเข้าพรรษานี้ตามประวัติ ชาวไทยเราได้ประกอบพิธีทางศาสนาเนื่องในวันเข้าพรรษา มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ซึ่งมีทั้ง พิธีหลวง และ พิธีราษฎร์ กิจกรรมที่กระทำก็มีการเตรียมเสนาสนะให้อยู่ในสภาพที่ดี สำหรับจะได้จำพรรษาอยู่ตลอด 3 เดือน จัดทำ เทียนจำนำพรรษา เพื่อใช้จุดบูชาพระบรมธาตุ พระพุทธปฏิมา พระปริยัติธรรม ตลอดทั้ง 3 เดือน ถวายธูป เทียน ชวาลา น้ำมันตามไส้ประทีปแก่พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในพระอาราม สำหรับเทียนจำนำพรรษาจะมีการ แห่เทียน ไปยังพระอารามทั้งทางบกและทางน้ำตามแต่หนทางที่ไปจะอำนวยให้ เพื่อนำเทียนเข้าไปตั้งในพระอุโบสถหรือพระวิหาร แล้วก็จะจุดเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย สำหรับการปฏิบัติอื่นๆ ก็จะมีการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน การอธิษฐานตนว่าจะประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของศีลห้า ศีลแปด ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามระยะเวลาที่กำหนดโดยเคร่งครัด ตามกำลังศรัทธา และขีดความสามารถของตน นับว่าวันเข้าพรรษาเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชน จะได้ประพฤติปฏิบัติตนในกรอบของพระพุทธศาสนาได้เข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง วันเข้าพรรษาเป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์อธิษฐานว่าจะประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลา 3 เดือนภายในฤดูฝน โดยไม่เดินทางไปแรมคืนที่อื่น
วันเข้าพรรษาได้มีการกำหนดไว้ 2 ระยะดังนี้
ปุริมพรรษา คือ วันเข้าพรรษาต้น ตรงกับแรม 1 ค่ำเดือน 8 ของทุกปีและ ออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
ปัจฉิมพรรษา คือวันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
เหตุที่พระพุทธองค์อนุญาติให้มีการจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาล ชาวบ้านติเตียนกันว่า พวกสาวกพระพุทธองค์ไม่หยุดสัญจรแม้ในฤดูฝน ยิ่งกว่านั้นยังเหยียบย่ำข้าวกล้าตลอดจนพืชผลซึ่งชาวบ้านเพิ่งลงมือไถ หว่าน เพาะปลูกให้เสียหาย หรือไปเหยียบย่ำโดยสัตว์เล็กสัตว์น้อยถึงแก่ความตายบ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทราบจึงได้วางระเบียบให้ภิกษุเข้าประจำที่ตลอด 3 เดือนในฤดูฝน หรือ เรียกกันทั่วไปว่า เข้าพรรษา
เมื่อพระภิกษุสงฆ์อธิษฐานเข้าพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นนอกเหนือจากอาวาสที่ตนอธิษฐานเข้าพรรษา แม้คืนเดียวก็ไม่ได้ ยกเว้นมีกิจจำเป็นซึ่งพระวินัยอนุญาต แต่ก็ต้องกลับมาภายใน 7 วัน

เหตุจำเป็นที่ยกเว้นให้ได้แก่
1. ไปพยาบาลพระภิกษุหรือ บิดามารดาที่ป่วย

2. ไประงับไม่ให้ พระภิกษุสึก
3. ไปเพื่อธุรกิจของสงฆ์
4. ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา
จากการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระสงฆ์มีการจำพรรษาตลอด 3 เดือนในฤดูฝน พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือ วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เพื่อน้อมระลึกถึงพระพุทธองค์

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา

1. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษาร่วมกับ สมาคม ชุมชน โรงเรียน แล้วนำไปถวายวัด
2. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝนและ จตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร
3. ร่วมทำบุญ ใส่บาตร ฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
4. รับเป็นโยมสงฆ์จัดหาถวายสิ่งของให้พระภิกษุตลอดระยะเวลา 3 เดือน
5. อธิษฐานงดเว้นอบายมุขต่างๆ หรืออธิษฐานทำบุญกุศลต่างๆ อาทิจะใส่บาตรพระสงฆ์ทุกวัน หรือจะฟังพระแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันเป็นต้น
6. ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน

วันออกพรรษา

วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือ ออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝน พระสงฆ์จาริกไปแรมคืนที่อื่นได้ นับตั้งแต่วัน แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษาจนถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ครบ 3 เดือนพอดี
วันออกพรรษานี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา หมายถึง การที่พระภิกษุสงฆ์เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนได้ ปวารณา เป็นพิธีกรรมของสงฆ์ ที่ท่านทำปวารณาต่อกันในวันออกพรรษา ต่างรูปต่างกล่าวคำปวารณาตามลำดับอาวุโส เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทำปวารณาด้วยสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี มีภิกษุพวกหนึ่งจำนวนหลายรูปจำพรรษาอยู่ในวัดแห่งแคว้นโกศล ประสงค์จะป้องกันการวิวาทมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกัน จึงตั้งกติกาไม่พูดกัน ใครมีกิจอย่างไรก็ทำไปตามหน้าที่ วิธีนี้เรียกว่า"มูควัตร" คือปฏิบัติเหมือนคนใบ้ ครั้นออกพรรษาแล้วพากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลมูควัตรที่ตนปฏิบัติให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตำหนิว่า ความประพฤติเช่นนั้นเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน ธรรมดาสัตว์แม้จะอยู่ด้วยกันก็ไม่ถามถึงทุกข์สุขกัน แล้วตรัสห้ามภิกษุมิให้ปฏิบัติดังนั้นต่อไป ถ้าปฏิบัติจะปรับโทษเป็นอาบัติทุกกฎ จากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบสามเดือนปวารณาแก่กัน คือ ว่ากล่าวตักเตือนข้อผิดพลั้งตามที่ได้เห็นหรือได้ยิน คำปวารณามีใจความว่า "ท่านทั้งหลายข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ด้วยได้เห็นเองก็ดี ด้วยได้ฟังมาก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวต่อข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าสำนึกได้จัดทำการแก้ตัวเสีย" ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้ามิได้ทรงถือบุคคลเป็นใหญ่ แต่พระองค์ทรงถือธรรมคือ ความถูกความควรเป็นสำคัญ เมื่อรู้เห็นความไม่ดีไม่งามของกันและกันแล้ว ก็ทรงอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ก็เพื่อความบริสุทธิ์ในหมู่สงฆ์ และ เป็นความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนาด้วย
ด้วยเหตุนี้ วันออกพรรษาเป็นวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษาตามเวลาที่พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนด จึงถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งของไทย

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
1. บำเพ็ญกุศล อาทิ ทำบุญใส่บาตร จัดดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชาพระที่วัด และ ฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา

2. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว" คำว่า "เทโว" ย่อมาจาก "เทโวโรหน" แปลว่าการเสด็จลงจาก

เทวโลก
การตักบาตรเทโว จึงเป็น การระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลกพิธีที่จัดกันในวันออกพรรษานี้ บางวัดอาจทำกันเพียงธรรมดาๆ แต่บางวัดอาจจัดใหญ่โต อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนมีบาตรใหญ่ตั้งไว้หน้าพระพุทธรูป มีคนลากล้อเลื่อนไปช้าๆ พระสงฆ์ สามเณรถือบาตรเดินตาม เพื่อให้ทายกทายิกาที่ยืนนั่งกันอยู่เป็นแถวได้ใส่บาตร ของที่นิยมนำไปใส่บาตรในวันนั้น นอกจากข้าวกับข้าว ผลไม้ แล้วก็มีข้าวต้มมัดไต้ และ ข้าวต้มลูกโยนเป็นส่วนใหญ่

ข้อมูลจาก www.baanjomyut.com


     
  --สำนึกรักแผ่นดินเกิด--
www.nabia10.com